Skip to content


การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและด้านการเงินในปี 2557 – 2558

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง (หดตัวร้อยละ -0.1) ต่อเนื่องจากปลายปี 2557 จากความเสี่ยงที่มาจากปัญหาการเมืองในช่วงไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นโดยจะเริ่มจากการบริโภคภาคเอกชนที่จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 ส่วนการลงทุนจะเริ่มฟื้นตัวช้ากว่าคือไตรมาสที่ 4 ทำให้ทั้งปี 2557 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 โดยการฟื้นตัวที่ช้านี้มาจากการส่งออกที่คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในปี 2557 กลับปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้เศรษฐกิจในปี 2557 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ช่วงมิถุนายนที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.3

คาดว่าในปี 2558 การส่งออกน่าจะดีขึ้นตามการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ทำให้ในปี 2558 เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวร้อยละ 5.4 ได้ โดยการปรับตัวที่สูงของการบริโภคและการลงทุนในประเทศทั้งโดยภาคเอกชนและรัฐบาลจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนการฟื้นตัวในปี 2558 เช่นเดียวกับการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นแต่การนำเข้าก็จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน และปรับตัวในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของการส่งออกทำให้มูลค่าการค้าสุทธิไม่ได้ช่วยเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจเท่ากับการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวในอัตราที่สูงเนื่องจากเป็นการปรับตัวให้เข้าสู่ระดับดุลยภาพชดเชยที่ชะลอตัวในปี 2557

ปี 2557 คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ร้อยละ 2.1 และ 1.5 ตามลำดับซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำโดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพราะราคาน้ำมันในปีนี้มีการปรับตัวขึ้นไม่มากทำให้ดัชนีราคาพลังงานน่าจะปรับตัวขึ้นร้อยละ 3.6 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2553-2556 ซึ่งดัชนีราคาพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 โดยเฉลี่ย ดังนั้นคาดว่าในปี 2557 ปัญหาเกี่ยวกับเสถียรภาพเงินเฟ้อจะไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับทรงตัวทำให้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2557 เป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการปรับขึ้นราคาพลังงานในประเทศเช่นLPG, NGV เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวมที่น้อยเมื่อเทียบกับช่วงอื่นๆและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2558 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ2.6และ1.8ตามลำดับซึ่งแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .


ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่ผู้ลงทุนควรคำนึงถึง

 

ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหลักทรัพย์ ปัญหาทางเศรษฐกิจอาจส่ง ผลกระทบต่อปัญหาอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และก่อให้เกิดผลกระทบทางจิตวิทยาต่อผู้ลงทุนได้มากที่สุด ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ที่ผู้ลงทุนควรคำนึงถึงได้แก่

• สภาพคล่องทางการเงิน เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หมายความว่าธุรกิจหรือกิจการทั้งหลาย ขาดเงินหมุนเวียนที่จะใช้ในการดำเนินงาน ย่อมก่อให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา

• อัตราดอกเบี้ย เมื่อเกิดปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยจะขยับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตขอ ง กิจการ หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม หากสภาพคล่องทางการเงินมีมาก อัตรา ดอกเบี้ยจะลดต่ำลง ผู้คนในสังคมจะมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมขยายตัว ธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงการลงทุน ในหลักทรัพย์ก็จะได้รับผลดีตามไปด้วย

• อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศหรือค่าเงิน ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ จะเกิดขึ้นเฉพาะอุตสาหกรรม ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ หากค่าของเงินบาทอ่อนตัวลง ย่อมทำให้ ค่าใช้จ่าย ในการสั่งสินค้าเข้ามาผลิตหรือจำหน่ายสูงขึ้นตามไปด้วย แต่สำหรับกิจการที่ส่งออกสินค้า หรือบริการ อาจได้รับผลดี อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยซึ่งอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ และมี ภาระหนี้สินต่างประเทศค่อนข้างมาก ค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง จะส่งผลในทางลบแก่ธุรกิจ

• การผลิต ซึ่งภาพโดยกว้างอาจหมายรวมไปถึงตลาดการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันคือ ตลาดต่างประเทศ หากอุตสาหกรรมภาคการผลิต และบริการของเรา สามารถผลิตและจำหน่ายสินค้า ที่ตรงตามความต้องการ ของประเทศคู่ค้าได้ ทั้งยังมีราคาและคุณภาพเหมาะสมหรือดีกว่าสินค้า จากประเทศคู่แข่ง มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ ได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็งจากภาครัฐ ปัจจัยเหล่านี้ ก็จะส่งผลให้สามารถจำหน่ายสินค้าหรือบริการได้ดีขึ้น นำเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาเสริมสร้างสภาพคล่องได้มากขึ้น และกำลังซื้อของประชาชนที่มีมากขึ้น จะกระจายผลดีไปยังกิจการอื่น ๆ ภายในประเทศได้

• ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า หากอยู่ในสภาพดี ความต้องการ สินค้าย่อมมีมากขึ้น ส่งผลดีต่อยอดขายและเม็ดเงินที่กลับเข้ามาในประเทศไทยในทางตรงข้าม หากเศรษฐกิจของ ประเทศคู่ค้าประสบปัญหา จะทำให้ยอดจำหน่ายสินค้า และบริการของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศลดน้อยลง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


ปัญหาเศรษฐกิจของธุรกิจ SME ในประชาคมอาเซียน

movementresourcegroup.org

จากสภาพปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ธุรกิจ SME ในไทยได้รับผลกระทบมากขึ้น และทุกวันนี้สิ่งที่ธุรกิจ SME กำลังเผชิญอยู่ก็มากอยู่แล้ว แต่ในอนาคตที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ AEC ธุรกิจ SME จึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยปรับแผนเศรษฐกิจทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีแนวทางการดำเนินงาน เพื่อที่คนไทยจะได้รับรู้ทั้งเรื่องโอกาส ผลกระทบ และแนวทางการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคธุรกิจของตนเอง

ปัญหาเศรษฐกิจทำให้สาขาธุรกิจได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน สัดส่วนการส่งออก สัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ และสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนศักยภาพและโอกาสในการเติบโตเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยในอนาคต โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบที่จะเกิดขึ้นหากพิจารณาจากแนวโน้มอุปสงค์ในตลาดโลก ก็จะทราบถึงวิวัฒนาการของการดำเนินธุรกิจของ SME

นักธุรกิจ SME ยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากนี้ทางด้านผู้ประกอบการเองยังขาดจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการที่ดี และทักษะด้านการบริหารจัดการ ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน การดำเนินกิจการงานต่างๆยังจำกัด ยังขาดแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง โดยเฉพาะทักษะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การใช้ภาษา

นักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า SME ใน AEC

มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้นในอนาคต มากกว่าประเทศนอกกลุ่มแม้จะอยู่ในภูมิภาคเอเซียเหมือนกัน เช่น จีน อีกทั้งตลาดดังกล่าวยังมีรายได้ในระดับสูง และมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และประเทศในกลุ่มเหล่านี้ก็มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

ประเด็นที่กล่าวมาล้วนเป็นปัญหาสำคัญของธุรกิจ SME ในยุค AEC เป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แม้ว่าจะมีปัญหาในประเด็นอื่นๆด้วย เช่น การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการต้นทุน การแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ กฎหมายในแวดวงธุรกิจ เป็นต้น ประเทศในอาเซียนจำเป็นต้องตระหนักถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้ และร่วมมือกันอย่างแท้จริงในการผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจ SME ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดกลางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


แนวโน้มของเศรษฐกิจ และทิศทางด้านการเงิน ในปี 2557

แนวโน้มของเศรษฐกิจ และทิศทางในการดำเนินโยบายในปี 2557 ผ่านรายงานประจำปี 2556 โดยระบุว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะยังคงเผชิญความท้าทายในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแรงส่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากปีก่อนที่แผ่วลง และข้อจำกัดในการใช้จ่ายของภาครัฐ ประกอบกับความผันผวนของตลาดการเงินโลก และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง จะเป็นความท้าทายหลักต่อการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

สำหรับการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินภายใต้ความไม่แน่นอนสูงในระยะสั้นนี้ จะต้องมีการวางกรอบนโยบายให้มีความยืดหยุ่น มีความน่าเชื่อถือ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ โดยในระยะข้างหน้าที่ความไม่แน่นอนยังมีสูง และปัจจัยเสี่ยงมีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น ธปท. จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานนโยบายต่างๆอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน นโยบาย Macro-prudential และนโยบายการคลัง ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ หรือเรียกว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ และเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุน การออม และการบริโภคอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ภาคการเงินมีความมั่นคง เข้มแข็ง สามารถตอบสนองการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจจริงได้

ธปท. จะติดตามภาคเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง และอาจมีแนวโน้มสะสมความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมการวางแผนป้องกันล่วงหน้า และที่สำคัญ ธปท. จะสื่อสารกับสาธารณชนในการทำความเข้าใจและปรับตัวในการรับมือกับความไม่แน่นอนดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันของประเทศควรได้รับการดูแลให้มีความเข้มแข็งและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม กระแสการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะการตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่ต้องทำร่วมกัน ตั้งแต่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ โดยจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งกระบวนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งขึ้นได้ โดยในส่วนของ ธปท. ได้กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ และแผนงานให้สอดรับกับการปรับตัวที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจผ่านบทบาทหน้าที่ด้านพัฒนาการ หรือจะกล่าวก็คือ การดูแลให้ภาคการเงินสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชนและกระจายความเจริญอย่างทั่วถึง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .


ความเคลื่อนไหวทางการเงิน และปัญหาเศษฐกิจส่งผลต่อธุรกิจ

กระแสการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะการตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่ต้องทำร่วมกัน ตั้งแต่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ โดยจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งกระบวนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งขึ้นได้ ได้กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ และแผนงานให้สอดรับกับการปรับตัวที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจผ่านบทบาทหน้าที่ด้านพัฒนาการ หรือจะกล่าวก็คือ การดูแลให้ภาคการเงินสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชนและกระจายความเจริญอย่างทั่วถึง

1.ด้านประสิทธิภาพ สถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่ในการตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ และภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางจนถึงขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับศักยภาพของประเทศไทย ในรูปของการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ รวมทั้งระบบ E-payment ที่จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีการใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำและมั่นคงปลอดภัย

2.ด้านความสามารถในการแข่งขัน ระบบสถาบันการเงินมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และแข่งขันอย่างเหมาะสม โดยการยกระดับผู้เล่นเดิม และเปิดโอกาสให้มีผู้เล่นรายใหม่มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

3.ด้านเสถียรภาพ สถาบันการเงินมีความมั่นคง ได้รับการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรักษามาตรฐานในการปล่อยสินเชื่อ ในขณะที่ ธปท. จะมีการเพิ่มศักยภาพในการสอดส่องดูแลเสถียรภาพระบบการเงินอย่างต่อเนื่องให้พร้อมรองรับกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4.ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานควบคู่กับการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเป็นระบบนั้น จะร่วมมือกับสถาบันการเงินส่งเสริมบริการทางการเงินที่ทั่วถึง มีคุณภาพที่ดี และต้นทุนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในขณะเดียวกันจะร่วมบูรณาการ และส่งเสริมการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงิน ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)

5. จะวางภูมิทัศน์ของระบบการเงินให้ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรองรับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจการเงินกับต่างประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้มีศักยภาพรองรับพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Common Vision)และเอื้อให้ระบบการเงินมีการปรับตัวอย่างสอดคล้อง ขณะเดียวกัน ธปท. ก็จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน(Constructive Engagement)เพื่อผนึกกำลังในการขับเคลื่อนอย่างสอดประสาน (Synergy)อันจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืนของไทยต่อไป

เศรษฐกิจไทยในปี 57 โดยคาดว่าการส่งออกจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศยังคงขึ้นอยู่กับความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย หากปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อจะส่งผลบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนเพิ่มเติมและทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐล่าช้าออกไปด้วย

ด้านแรงกดดันเงินเฟ้อในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยในปี 57 เงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปี 56 ตามแรงกดดันด้านต้นทุนที่โน้มสูงขึ้นจากการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคครัวเรือนตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้มีการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารสำเร็จรูปได้มากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าและบริการอื่นมีแนวโน้มทรงตัวตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีแนวโน้มลดลง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .