Skip to content


แนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนปี 2558

เศรษฐกิจไทยในปี 2557 เติบโตได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งจากผลกระทบของการส่งออกที่ชะลอตัว และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ล่าช้า อย่างไรก็ดี คาดว่าการส่งออกน่าปรับตัวได้ดีขึ้นในปีหน้า จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในภูมิภาคหลักๆ รวมถึงการอ่อนค่าของค่าเงินบาท ซึ่งจะผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2558 ให้สามารถเติบโตได้ดีกว่าปี 2557 ประกอบกับปัจจัยบวกจากเม็ดเงินในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในปี 2558 – 2565 ที่มีวงเงินรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท รวมถึงแผนเร่งด่วนในปี 2558 กว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ดี

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้จะมีการปรับฐานลงมาบ้างตามตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเดือนธันวาคม จากแรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง แต่มองว่า ความผันผวนที่เกิดขึ้น เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในประเทศ ทั้งแผนการลงทุนภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐาน และความมีเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งมาตรการภาครัฐจะช่วยเอื้อบริษัทจดทะเบียนในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ภาคการก่อสร้าง ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงภาคธนาคารที่จะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีในปีหน้า อย่างไรก็ดี หุ่นในกลุ่มพลังงานยังได้รับแรงกดดันต่อเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่าจะคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ทองคำ
สำหรับแนวโน้มในปีหน้า ทองคำยังดูไม่สดใสนัก เนื่องจากการหยุดดำเนินมาตรการ QE ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และกดดันราคาทองคำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคส่วนใหญ่ทั่วโลก ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และไม่ได้สนับสนุนการปรับขึ้นของราคาทองคำ อย่างไรก็ดี แม้ในภาพรวมจะยังไม่เห็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำอย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าราคาทองคำก็จะยังคงมีการเคลื่อนไหวในกรอบตามทิศทางข่าวสารเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนยังคงสามารถทำกำไรซื้อขายได้ตามรอบ โดยมองกรอบราคาทองคำในปี 2558 ที่ระดับ 1,150 – 1,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

น้ำมัน
แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในภาพรวมปี 2558 จะสามารถขยายตัวได้ดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่เศรษฐกิจของบางประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น หรือยุโรป ยังคงมีความเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก ก็คาดว่าจะชะลอตัวลงจากปีปัจจุบัน ทำให้แนวโน้มความต้องการน้ำมัน ไม่น่าจะปรับขึ้นสูงมากนัก สอดคล้องกับการที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันดิบโลกลง 230,000 บาร์เรลต่อวัน หรือลดลงกว่า 20% ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปค รวมถึงสหรัฐอเมริกาเอง ก็สามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้น ดังนั้น หากกลุ่มโอเปคยังคงรักษากำลังการผลิตที่ระดับเดิม โดยไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงใดๆ อาจจะส่งผลให้อุปทานส่วนเกินในโลกมีมากถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน และจะกดดันราคาน้ำมันให้ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องในปี 2558

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.


เศรษฐกิจและการค้าของไทยในระยะที่ผ่านมาจะขยายตัวในอัตราที่สูงมาก

10

ในรอบระยะ 10 ปีที่ผ่านมาอัตราการนำเข้าสินค้าของไทยสูงมากขึ้น เนื่องจากการเร่งพัฒนาประเทศมีความจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าทุนมากขึ้น การบริโภคของคนในประเทศเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคเลียนแบบ ซึ่งมักจะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและมีราคาสูง นอกจากนี้ประเทศไทยส่งเสริมการค้าเสรี ควบคุมการนำเข้าเพียงไม่กี่รายการ จึงมีการนำเข้าสินค้าอย่างมาก จากสาเหตุเหล่านี้ เป็นเหตุให้ประเทศไทยขาดดุลการค้ามาตลอด

เศรษฐกิจและการค้าของไทยในระยะที่ผ่านมาจะขยายตัวในอัตราที่สูงมาก แต่จากสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปกล่าวคือ ได้มีการนำมาตรการใหม่ๆ มาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการค้ามากขึ้น เช่น การใช้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด และ ตอบโต้การอุดหนุนการห้ามนำเข้าโดยอัตโนมัติ โดยใช้เหตุผลทางสุขอนามัย มาตรฐานสินค้าหรือสิ่งแวดล้อม การแข่งขันในตลาดการค้าโลกที่มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น ในส่วนของประเทศไทยนอกจากแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าของโลกโดยเข้าร่วมในกลุ่มเศรษฐกิจการค้าที่มีผลประโยชน์สอดคล้องกันและผลักดันให้มีการพัฒนาอาเซียนเป็นเขตการค้าเสรีแล้ว จะต้องพัฒนาสินค้าออกของไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และประสิทธิภาพในการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดสินค้าไทยในตลาดโลก รวมทั้งจะต้องแสวงหาลู่ทางที่จะขยายการลงทุนของไทยไปในภูมิภาคต่างๆ ให้มากขึ้นทั้งในลักษณะของการลงทุนโดยตรงและการร่วมทุน เพื่อเป็นช่องทางให้สินค้าออกของไทยกระจายไปสู่ตลาดต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองนั้น ย่อมก่อกำเนิดขึ้นได้ตลอดเวลาตามลักษณะแห่งปัจจัยในแต่ละด้าน สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ นับได้ว่ามีความสำคัญ ใหญ่หลวง จะมีผลกระทบเช่นไรต่อการดำรงชีพของประชาชนโดยส่วนรวมในแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนจะต้องพิจารณาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยว่ามีแนวโน้มดำเนินไปอย่างไร ประสานสอดคล้องกับปัจจัยต่างๆ ในขณะนั้นหรือไม่เพียงใด สมควรที่จะได้ปรับปรุงและแก้ไขข้อบกพร่องด้านใดบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวมโดยแท้จริง ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีสาเหตุมาจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่มุ่งจะรักษาอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอัตราสูง จึงทำให้มีการพึ่งพาปัจจัยภายนอกประเทศเกินสมควร จากการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจปัญหาต่างๆเหล่านี้จะคงอยู่ต่อไปและจะทวีความรุนแรงมากขึ้น หากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการผลิต การนำเข้า และการส่งออกตลอดจนการแก้ไขนโยบายเศรษฐกิจหลายๆ ด้านอย่างมีระเบียบแบบแผน ปัญหาเหล่านี้ก็จะยิ่งสะสมเพิ่มพูนขึ้นจนยากที่จะแก้ไข

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.


คาดสภาวะเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเร็วกว่าสกุลเงินอื่นๆในภูมิภาค

ที่ผ่านมาภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มสูงขึ้น มีหลักทรัพย์เข้าใหม่เริ่มเข้ามาซื้อขายใน ตลท. และตลาดหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ค่าเงินบาทและการส่งออกยังไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีกลุ่มประเทศยุโรป (อียู) ชะลอความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย เนื่องจากยังไม่ได้มีการประกาศมาตรการคว่ำบาตรสินค้าของไทยออกมา แต่มองว่าแม้ว่ากลุ่มอียูจะมีการคว่ำบาตรก็ตาม ก็จะกระทบกับอุตสาหกรรมส่งออกบางกลุ่มเท่านั้น เมื่อเทียบกับการส่งออกรวมกับทั้งประเทศที่ถือว่าน้อยมาก

นโยบายของรัฐบาลสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยเริ่มเข้าไปลงทุนในต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนก่อสร้างโรงงานที่ต้องใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องหาเงินดังกล่าวจากส่วนอื่นปล่อยกู้ให้แก่ภาคธุรกิจ ที่เป็นรูปแบบยืมเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐระยะสั้น 3 เดือน หรือ 6 เดือน และนำมาปล่อยกู้ในระยะยาว 5 ปี ซึ่งจะเห็นว่าช่วงเวลาที่ยืมและปล่อยกู้นั้นจะไม่ชนกัน รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ที่ปล่อยกู้จะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ ที่มีระบบบริหารจัดการที่ดีด้วยการออกหุ้นกู้ระยะยาว 5, 10 ปี เพื่อนำเงินมาปิดช่องว่างดังกล่าว

เนื่องจากสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาโดยมองว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ปกติเกิดขึ้น เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจแต่ละประเทศ อย่าง ยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น ตลอดจนราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลง รวมทั้งผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงเกือบ 50% ซึ่งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนของไทยได้รับผลกระทบโดยเฉพาะการแข่งขันทางการค้ากับประเทศคู่แข่ง ซึ่งการมองโอกาสในการเปิดตลาดประเทศที่ถูกคว่ำบาตร เพื่อให้เป็นเป้าหมายใหม่ในการส่งออก เพราะปัจจุบันเรื่องนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งต้องเป็นท่าทีของไทยเองด้วย ว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไร แต่ทั้งนี้ ธปท.อยากให้ภาคเอกชนจัดระบบต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ เพราะหากการคว่ำบาตรเริ่มลดน้อยลง จะทำให้ภาคเอกชนสามารถกลับเข้าไปทำธุรกิจหรือการค้าขายกับประเทศนั้นๆได้ทันที

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


วิกฤติเศรษฐกิจต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนในเรื่องของตลาด

นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้มีการเลิกจ้างงาน ผู้ประกอบการปิดกิจการ ประชาชนตกงานเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐมีความจำเป็นต้องเข้ามาดูแลความมั่นคงของทุนของผู้ประกอบการของสถาบันการเงินเพื่อหยุดยั้งประชาชนที่ทยอยถอนเงินฝากออกจากสถาบันการเงิน ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ ขาดสภาพคล่องทางการเงินเป็นจำนวนมากส่งผลกระทบกับหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการลงทุนภายในประเทศของผู้ลงทุน

ในช่วงแรกของการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ลงทุนในเรื่องของตลาด ได้แก่ ตลาดการเงิน ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดการลงทุนของภาคเอกชนทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยรัฐได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องสำคัญๆ 7 เรื่อง เพื่อสร้างเสถียรภาพแก่ระบบเศรษฐกิจคือ

1. อัตราเงินเฟ้อ

2. อัตราดอกเบี้ย

3. เงินไหลออก

4. ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ

5. เสถียรภาพของสถาบันการเงิน

6. ปัญหาทางสังคม

7. นโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ

นอกจากนี้รัฐได้ดำเนินนโยบายที่สำคัญเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจได้แก่

1. การดำเนินนโยบายการคลังด้วยวิธีการขาดดุลการคลังในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อรองรับการหดตัวทางเศรษฐกิจ

2. ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินคือ การทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินนิ่ง มีสภาพคล่องทางการเงิน และอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

3. ฟื้นฟูสถาบันการเงินให้มีความความเข้มแข็งและมั่นคง

4. กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือปัญหาทางสังคมคือ รัฐเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโดยใช้ระบบความปลอดภัยทางสังคม( social safety net) เพื่อรองรับและให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีการอยู่ดีกินดีและช่วยเหลือตนเองได้

สำหรับปัจจัยที่แสดงว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังฟื้นตัวที่สำคัญได้แก่

1. การจับจ่ายใช้สอยของภาครัฐ ควรมีมาก

2. การอุปโภค บริโภคของประชาชนและภาครัฐ ควรมีมาก

3. การมีดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดีเป็นการแสดงถึงความสามารถในการหาเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ

4. มีการขยายการลงทุนของภาคเอกชนทำให้มีการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ ภาครัฐจึงต้องส่งเสริมและสร้างบรรยากาศการลงทุนเชิญชวนให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนภายในประเทศ เพื่อประเทศไทยจะได้เข้าสู่จุดสมบูรณ์มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ประชาชนไม่อยากให้ประเทศไทยเข้าสู่จุดวิกฤติเศรษฐกิจอีก ดังนั้นภาครัฐต้องกำหนดนโยบายการเงิน การลงทุน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อสร้างระบบการเงินของประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และมีเสถียรภาพ เทียบเท่าและแข่งขันกับระบบการเงินของโลกได้ อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงพัฒนาแผนพัฒนาระบบการเงินและแผนพัฒนาตลาดทุน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับนโยบายการเปิดเสรีทางการเงินในอนาคต

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .


การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและด้านการเงินในปี 2557 – 2558

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง (หดตัวร้อยละ -0.1) ต่อเนื่องจากปลายปี 2557 จากความเสี่ยงที่มาจากปัญหาการเมืองในช่วงไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นโดยจะเริ่มจากการบริโภคภาคเอกชนที่จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 ส่วนการลงทุนจะเริ่มฟื้นตัวช้ากว่าคือไตรมาสที่ 4 ทำให้ทั้งปี 2557 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวร้อยละ 1.8 โดยการฟื้นตัวที่ช้านี้มาจากการส่งออกที่คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในปี 2557 กลับปรับตัวลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้เศรษฐกิจในปี 2557 ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ช่วงมิถุนายนที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.3

คาดว่าในปี 2558 การส่งออกน่าจะดีขึ้นตามการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ทำให้ในปี 2558 เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวร้อยละ 5.4 ได้ โดยการปรับตัวที่สูงของการบริโภคและการลงทุนในประเทศทั้งโดยภาคเอกชนและรัฐบาลจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนการฟื้นตัวในปี 2558 เช่นเดียวกับการส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นแต่การนำเข้าก็จะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน และปรับตัวในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของการส่งออกทำให้มูลค่าการค้าสุทธิไม่ได้ช่วยเพิ่มการขยายตัวของเศรษฐกิจเท่ากับการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ขยายตัวในอัตราที่สูงเนื่องจากเป็นการปรับตัวให้เข้าสู่ระดับดุลยภาพชดเชยที่ชะลอตัวในปี 2557

ปี 2557 คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ร้อยละ 2.1 และ 1.5 ตามลำดับซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำโดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพราะราคาน้ำมันในปีนี้มีการปรับตัวขึ้นไม่มากทำให้ดัชนีราคาพลังงานน่าจะปรับตัวขึ้นร้อยละ 3.6 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2553-2556 ซึ่งดัชนีราคาพลังงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 โดยเฉลี่ย ดังนั้นคาดว่าในปี 2557 ปัญหาเกี่ยวกับเสถียรภาพเงินเฟ้อจะไม่น่าเป็นห่วงเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับทรงตัวทำให้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2557 เป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสมในการปรับขึ้นราคาพลังงานในประเทศเช่นLPG, NGV เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวมที่น้อยเมื่อเทียบกับช่วงอื่นๆและอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2558 น่าจะอยู่ที่ร้อยละ2.6และ1.8ตามลำดับซึ่งแม้ว่าจะเพิ่มขึ้นจากปี 2557 ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .