Skip to content


ปัญหาเศรษฐกิจของธุรกิจ SME ในประชาคมอาเซียน

movementresourcegroup.org

จากสภาพปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้ธุรกิจ SME ในไทยได้รับผลกระทบมากขึ้น และทุกวันนี้สิ่งที่ธุรกิจ SME กำลังเผชิญอยู่ก็มากอยู่แล้ว แต่ในอนาคตที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ AEC ธุรกิจ SME จึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยปรับแผนเศรษฐกิจทั้งขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีแนวทางการดำเนินงาน เพื่อที่คนไทยจะได้รับรู้ทั้งเรื่องโอกาส ผลกระทบ และแนวทางการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมให้แก่ภาคธุรกิจของตนเอง

ปัญหาเศรษฐกิจทำให้สาขาธุรกิจได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน สัดส่วนการส่งออก สัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ และสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนศักยภาพและโอกาสในการเติบโตเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยในอนาคต โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบที่จะเกิดขึ้นหากพิจารณาจากแนวโน้มอุปสงค์ในตลาดโลก ก็จะทราบถึงวิวัฒนาการของการดำเนินธุรกิจของ SME

นักธุรกิจ SME ยังต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย

ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ นอกจากนี้ทางด้านผู้ประกอบการเองยังขาดจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของกิจการที่ดี และทักษะด้านการบริหารจัดการ ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างครบถ้วน การดำเนินกิจการงานต่างๆยังจำกัด ยังขาดแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง โดยเฉพาะทักษะด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การใช้ภาษา

นักวิชาการส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า SME ใน AEC

มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเองมากขึ้นในอนาคต มากกว่าประเทศนอกกลุ่มแม้จะอยู่ในภูมิภาคเอเซียเหมือนกัน เช่น จีน อีกทั้งตลาดดังกล่าวยังมีรายได้ในระดับสูง และมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่องในระยะยาว และประเทศในกลุ่มเหล่านี้ก็มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา

ประเด็นที่กล่าวมาล้วนเป็นปัญหาสำคัญของธุรกิจ SME ในยุค AEC เป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน แม้ว่าจะมีปัญหาในประเด็นอื่นๆด้วย เช่น การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การบริหารจัดการต้นทุน การแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ กฎหมายในแวดวงธุรกิจ เป็นต้น ประเทศในอาเซียนจำเป็นต้องตระหนักถึงประเด็นปัญหาเหล่านี้ และร่วมมือกันอย่างแท้จริงในการผลักดันนโยบายต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจ SME ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดกลางมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


แนวโน้มของเศรษฐกิจ และทิศทางด้านการเงิน ในปี 2557

แนวโน้มของเศรษฐกิจ และทิศทางในการดำเนินโยบายในปี 2557 ผ่านรายงานประจำปี 2556 โดยระบุว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะยังคงเผชิญความท้าทายในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแรงส่งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากปีก่อนที่แผ่วลง และข้อจำกัดในการใช้จ่ายของภาครัฐ ประกอบกับความผันผวนของตลาดการเงินโลก และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมือง จะเป็นความท้าทายหลักต่อการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงิน

สำหรับการดำเนินนโยบายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินภายใต้ความไม่แน่นอนสูงในระยะสั้นนี้ จะต้องมีการวางกรอบนโยบายให้มีความยืดหยุ่น มีความน่าเชื่อถือ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ โดยในระยะข้างหน้าที่ความไม่แน่นอนยังมีสูง และปัจจัยเสี่ยงมีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น ธปท. จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานนโยบายต่างๆอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการผสมผสานระหว่างนโยบายการเงิน นโยบาย Macro-prudential และนโยบายการคลัง ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ หรือเรียกว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ และเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุน การออม และการบริโภคอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ภาคการเงินมีความมั่นคง เข้มแข็ง สามารถตอบสนองการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจจริงได้

ธปท. จะติดตามภาคเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง และอาจมีแนวโน้มสะสมความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นอย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมการวางแผนป้องกันล่วงหน้า และที่สำคัญ ธปท. จะสื่อสารกับสาธารณชนในการทำความเข้าใจและปรับตัวในการรับมือกับความไม่แน่นอนดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันของประเทศควรได้รับการดูแลให้มีความเข้มแข็งและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม กระแสการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะการตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่ต้องทำร่วมกัน ตั้งแต่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ โดยจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งกระบวนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งขึ้นได้ โดยในส่วนของ ธปท. ได้กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ และแผนงานให้สอดรับกับการปรับตัวที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจผ่านบทบาทหน้าที่ด้านพัฒนาการ หรือจะกล่าวก็คือ การดูแลให้ภาคการเงินสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชนและกระจายความเจริญอย่างทั่วถึง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .


ความเคลื่อนไหวทางการเงิน และปัญหาเศษฐกิจส่งผลต่อธุรกิจ

กระแสการตื่นตัวเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะการตื่นตัวทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจและสังคม เป็นเรื่องของทุกภาคส่วนที่ต้องทำร่วมกัน ตั้งแต่ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ โดยจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเร่งกระบวนการปรับตัวเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะต่อไป ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งขึ้นได้ ได้กำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ และแผนงานให้สอดรับกับการปรับตัวที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจผ่านบทบาทหน้าที่ด้านพัฒนาการ หรือจะกล่าวก็คือ การดูแลให้ภาคการเงินสนับสนุนศักยภาพการแข่งขันของภาคเอกชนและกระจายความเจริญอย่างทั่วถึง

1.ด้านประสิทธิภาพ สถาบันการเงินสามารถทำหน้าที่ในการตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจ และภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางจนถึงขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับศักยภาพของประเทศไทย ในรูปของการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ รวมทั้งระบบ E-payment ที่จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีการใช้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำและมั่นคงปลอดภัย

2.ด้านความสามารถในการแข่งขัน ระบบสถาบันการเงินมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และแข่งขันอย่างเหมาะสม โดยการยกระดับผู้เล่นเดิม และเปิดโอกาสให้มีผู้เล่นรายใหม่มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

3.ด้านเสถียรภาพ สถาบันการเงินมีความมั่นคง ได้รับการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถรักษามาตรฐานในการปล่อยสินเชื่อ ในขณะที่ ธปท. จะมีการเพิ่มศักยภาพในการสอดส่องดูแลเสถียรภาพระบบการเงินอย่างต่อเนื่องให้พร้อมรองรับกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

4.ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงินพื้นฐานควบคู่กับการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินอย่างเป็นระบบนั้น จะร่วมมือกับสถาบันการเงินส่งเสริมบริการทางการเงินที่ทั่วถึง มีคุณภาพที่ดี และต้นทุนที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในขณะเดียวกันจะร่วมบูรณาการ และส่งเสริมการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสถาบันการเงิน ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.)

5. จะวางภูมิทัศน์ของระบบการเงินให้ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรองรับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจการเงินกับต่างประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้มีศักยภาพรองรับพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Common Vision)และเอื้อให้ระบบการเงินมีการปรับตัวอย่างสอดคล้อง ขณะเดียวกัน ธปท. ก็จะร่วมมือกับทุกภาคส่วน(Constructive Engagement)เพื่อผนึกกำลังในการขับเคลื่อนอย่างสอดประสาน (Synergy)อันจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืนของไทยต่อไป

เศรษฐกิจไทยในปี 57 โดยคาดว่าการส่งออกจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลักที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศยังคงขึ้นอยู่กับความชัดเจนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย หากปัญหาดังกล่าวยืดเยื้อจะส่งผลบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนเพิ่มเติมและทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัวต่อไปอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งทำให้การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐล่าช้าออกไปด้วย

ด้านแรงกดดันเงินเฟ้อในภาพรวมปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยในปี 57 เงินเฟ้อทั่วไป และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปี 56 ตามแรงกดดันด้านต้นทุนที่โน้มสูงขึ้นจากการทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคครัวเรือนตามนโยบายของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้มีการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารสำเร็จรูปได้มากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าและบริการอื่นมีแนวโน้มทรงตัวตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีแนวโน้มลดลง

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with .


ทิศทางแนวโน้มการเคลื่อนไหวทางการเงินและเศรษฐกิจ ปี 2557

หากจะพูดถึงภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา คงต้องยอมรับกันว่า เศรษฐกิจค่อนข้างมีความผันผวนพอสมควร ด้วยสภาวะปัจจัยจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ เริ่มตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เรื่องการจะปรับลดเม็ดเงินในมาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้น ราคาทองคำ ราคาพันธบัตร มีความผันผวนตามไปด้วย ในส่วนของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเอเชียอย่างประเทศจีน ซึ่งมีการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ ด้วยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน มีการปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้า ใ504154นส่วนของประเทศญี่ปุ่นยังคงมีการดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไป โดยจะเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้อัตราเงินเฟ้อและอัตราการจ้างงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ด้านเศรษฐกิจของไทย เผชิญกับความท้าทายจากความไม่แน่นอน ทั้งปัญหาทางด้านการเมือง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาระหนี้สิ้นภาคครัวเรือนที่ปัจจุบันหนี้สินภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น ทำให้กำลังซื้อลดลง อัตราการขยายตัวภาคการส่งออกสินค้าไทยขยายตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งค่าเงินที่มีความผันผวน และสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง หากมองโดยรวมแล้วอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกนั้น ค่อนข้างเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากปัจจัยที่ได้กล่าวมา ที่ส่งผลกระทบต่อกัน ด้วยความผันผวนของปัจจัยเหล่านี้ ทำให้นักลงทุน อาจมีความกังวลต่อการลงทุนหรือแผนทางการเงินที่ได้วางไว้

พิจารณาถึงทิศทางแนวโน้มเศรษฐกิจ ปี 2557 กันดูบ้าง ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไร ในส่วนของประเทศไทย มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 4.5– 5.0%การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด คงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมืองของไทย หากมองจากปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยปี 2557น่าจะมาจาก
1. ปัญหาทางด้านการเมือง การชุมนุม เสถียรภาพของรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารต่อในปี 2557ซึ่งอาจส่งผลถึงความเชื่อมั่นทางด้านการลงทุน
2. ปัญหาภาระหนี้สินภาคครัวเรือนของไทยที่มีอัตราสูงขึ้นจากปี 2556 ซึ่งอาจทำให้สถาบันการเงินต่างๆ มีการเข้มงวดมากขึ้นสำหรับการปล่อยสินเชื่อ
3.ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวภาคการส่งออกสินค้าไทย ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าภาคส่งออกจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นในปี 2557
4.ค่าเงินบาท คาดการณ์ว่าอัตราค่าเงินบาท น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้
5. สถานการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกที่จะยังคงมีความผันผวนอยู่พอสมควร
6. การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้วยเม็ดเงินมหาศาลของภาครัฐในโครงการ 2 ล้านล้านบาท ที่ชะลอหรืออาจเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องมาจากปัจจัยทางด้านการเมือง
7. ราคาของพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการขนส่ง ต้นทุนการผลิตที่อาจจะสูงขึ้น ทำให้อัตราค่าครองชีพมีแนวโน้มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
8. อัตราดอกเบี้ย ที่มีการคาดการณ์ว่าน่าจะทรงตัวเฉลี่ยอยู่ในระดับ 2.5%แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่นั้น คงต้องรอดูกันอีกครั้งขณะที่
9. อัตราเงินเฟ้ออาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
10. การขาดแคลนแรงงานซึ่งอาจจะส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ

 

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .


ทิศทางสถานะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทย ปี 2557 ยังขึ้นกับทางออกของสถานการณ์การเมือง


การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความไม่แน่นอนสูง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นและยังไม่มีทางออกที่แน่ชัด ณ ขณะนี้ อาจทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะโน้มเอียงลงสู่กรอบล่างของประมาณการกรณีพื้นฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ร้อยละ 3.7 อย่างไรก็ตาม หากสัญญาณความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อเกินครึ่งปี ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

เพราะฉะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2556 ท่ามกลางการหยุดชะงักของหลายกลไกขับเคลื่อน โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนซบเซาลง ท่ามกลางหลายปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการใช้จ่ายภายในประเทศ ขณะที่ สถานการณ์การส่งออกที่ไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันในปี 2556 ก็เป็นทิศทางที่คลาดเคลื่อนไปจากที่หลายหน่วยงานตั้งเป้าหมายไว้ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยเริ่มต้นปี 2556 ด้วยทิศทางการทยอยปรับตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (หลังผ่านพ้นช่วงที่มีแรงกระตุ้นพิเศษจากมาตรการคืนเงินภาษีสำหรับรถคันแรกของรัฐบาล ตลอดจนแรงส่งการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากอุทกภัยไปแล้ว) ก่อนจะพลิกกลับมาอยู่ในภาวะชะลอตัวที่ผิดไปจากที่คาดค่อนข้างมากตั้งแต่ในช่วงกลาง-ปลายปี 2556

ประเด็นเศรษฐกิจไทยปี 2557 หลายปัจจัยรอฉุดรั้งเส้นทางการฟื้นตัว
แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2557 ของไทย ยังมีความเสี่ยงอยู่ในช่วงขาลง ท่ามกลางตัวแปรท้าทายที่มาจากหลายด้านพร้อมกันตั้งแต่ในช่วงต้นปี ทั้งในส่วนที่เป็นปัจจัยเดิมๆ ของปี 2556 ที่ส่งผลต่อเนื่อง อาทิ ความกังวลต่อภาระค่าครองชีพ/หนี้ครัวเรือน การปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG/ค่าไฟฟ้า รวมถึงตัวแปรทางการเมืองในประเทศ ซึ่งคงจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องในปี 2557 เพราะพัฒนาการของเหตุการณ์ จะมีนัยสำคัญค่อนข้างมากต่อแนวทางการลงทุน-การใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้นและยังไม่มีทางออกที่แน่ชัด ณ ขณะนี้ อาจทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2557 จะโน้มเอียงลงสู่กรอบล่างของประมาณการกรณีพื้นฐานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ร้อยละ 3.7 ขณะที่ หากปัญหาทางการเมืองของไทยลากยาวเกินครึ่งปี จนกระทบการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งในส่วนการบริโภคภาคครัวเรือน การตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ และทำให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการใช้จ่ายของภาครัฐ ก็อาจส่งผลทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ในกรณีดังกล่าว แม้การส่งออกอาจขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย เศรษฐกิจไทยก็อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.5 เท่านั้น

Posted in กิจกรรมการเคลื่อนไหว.

Tagged with , .